Showing posts with label สัมภาษณ์ GC-K1. Show all posts
Showing posts with label สัมภาษณ์ GC-K1. Show all posts

Friday, May 3, 2013

GC-GC-2013 ตาส่ง Jan สัมภาษณ์ May03 @AZ


Warisara K. Frechen created a doc.


วันนี้มีโอกาสได้เล่าประสบการ์ณสักที ต้องรีบหน่อยเดี๋ยวจะลืม เริ่มจาก เริ่มต้นยื่นเอกสารขอกรีนการ์ดเลยนะค่ะ
   - ต้นเดือน Jan 2513 ส่งเอกสาร
     เอกสารที่ส่งส่วนตัวเองจะมี สำเนาพาสปอร์ต, รูป 2x2 2รูป,ถ่ายเอกสารสมุดที่รับวัคซีนมาจากเสาวภา(ไม่ได้เอาไปทรานเฟอร์กับคลีนิค และรับวัคซีนมาไม่ครบ) ,รูปถ่ายบางส่วนกับแฟน กับครอบครัวแฟนและเพื่อนๆ ในอเมริกา, สำเนาทะเบียนสมรส จำไม่ได้แล้วว่ามีอะไรอีก ฮ่าาาา
   - เอกสารแฟนก็เดิมๆ ที่เตรียมกันประจำ สำเนาพาสสปอร์, สำเนาใบเกิด, ภาษีย้อนหลัง ,เงินเดือน อะไรที่ไม่มีแล้วเพื่อนๆส่งก็ช่วยเพิ่มเติมให้สมาชิกท่านหลังๆด้วยนะคะ
    - 28 Feb 13 ได้รับจดหมายขอเอกสารเพิ่ม  ใบเกิดฉบับภาษาอังกฤษ(แปลเองรับรองเองจ้ะ) และแฟนลืมเซ็นต์เอกสาร
    - 18 Feb'13 ได้รับเอกสารให้ไปพิมพ์ลายนิ้วมือวันที่ 03/12/2013 (จดหมายลงวันที่12 Feb'13)
    - 28 Feb'13 Walk in เข้าไปพิมพ์ลายนิ้วมือเนื่องจากแฟนไม่ว่างในวันที่แจ้งมา ใช้Form I-797C ที่แจ้งวันพิมพ์ลายนิ้วมือไปยื่น
    -1 Apr'13 ได้รับจดหมายแจ้งวันสัมภาษ์ณ 03 May'13 (จดหมายลงวันที่27March'13)
     03 May'13  สัมภาษ์ณแล้วตื่นเต้นอาทิตย์สุดท้ายเองเพราะยังไม่เตรียมเอกสาร อะไรก็ไม่มี ฮ่าาา เตรียมเอกสารตามที่แจ้งมา
      ของตาก็จะมี ใบเกิดตัวจริง, สมุดฉีดวัคซีน ,เวิร์คเพอร์มิต,สำเนาทะเบียนสมรส (ถือตัวจริงไปเผื่อด้วย),ใบ I-97 ที่ได้ตอนขาเข้าอเมริกา,ประกันชีวิต(แฟนทำให้),รูปถ่ายคู่กันกับแฟน กิจกรรมที่ทำร่วมกัน และรูปรวมเพื่อนๆ, ลืม เอาวุฒิการศึกษาไป
      เอกสารแฟนเหมือนเดิมจนแฟนอารมณ์เสียมากมาย ทำเรานอยด์ไปด้วย เฮ้อ!!! ดีนะเวลาแฟนบ่นตาเดินหนี แต่ก็ต้องโดนฉุดมานั่งฟังว่าโมโหเพราะอะไร เง้อ... ก็บอกรายละเอียดอีกละกันเนอะ ภาษีย้อนหลัง ,พาสสปอร์ต,ใบเกิด เหมือนจะมีแค่นี้อ่ะที่เห็นเตรียมไป
      มาถึงเวลาสำคัญ ตามนัด 11:15Am ถึงสำนักงาน อีกสิบนาทีห้าโมงเช้าก็นั่งเล่น 10mins ก่อนเดินเข้าไปยื่นใบนัดเรียกยามละกันเนอะง่ายดี ขอดู ID ลืมถือเวิรค์เพอมิตไปก็ต้องวิ่งกลับมาเอาที่รถอีก แต่แอบสงสัยในใบนัดก็มีหมายเลขเหมือนกันทำไมมันเรื่องมากแท้ เดินเข้าไปยื่นเอกสารตามที่แจ้งมาช่อง 8 และนั่งรอเรียกชื่อ ผ่านไป 1ชั่วโมงนิดๆ ก็ถูกเรียกเข้าห้อง คนสัมภาษ์ณเป็นผู้หญิง เอาเอกสารของเราทั้งหมดมาตั้งไว้ และก็ทักทายกันนิดหน่อยก็เริ่มโดยให้ลุกขึ้นยืนสาบานว่าจะพูดความจริง ตรงนี้ผ่านฉลุยเพราะอ่านประสบการ์ณคนอื่นมาบ้าง แค่ yes,I do
         เริ่มถามว่าพูดภาษาอังกฤษได้มั้ย แฟนตอบแทนได้นิดหน่อย ก็เริ่มเปิดกองเอกสารและถามประวัติแฟนก่อนว่า ชื่ออะไร วัน เดือนปีเกิด และที่อยู่อะไร ทำงานอะไร เบอร์โทรศัพท์ ทำงานอะไร เจอกันในเว็ปเดท ของไทยใช่หรือไม่ แฟนไปไทยกี่ครั้ง คุยกันรัวไปลิ่วๆ พอวกมาหาตา ไม่ทันตั้งตัว ถามชื่อตอบได้ พอถามว่ามาอเมริกาครั้งแรกใช่มั้ยอันนี้กว่าจะรู้เรื่องกันแฟนต้องแปลอังกฤษเป็นอังกฤษ สุดท้ายก็ปรับความเข้าใจกันได้ อิอิ  ถามเบอร์โทร อันนี้ก็ตอบไม่ได้อีก บ้าปะล่ะจำเบอร์ตัวเองไม่ได้ หันไปบอกแฟน ฉันจำไม่ได้อ่ะ ไม่เคยโทรหาตัวเองสักที แฟนก็บอก เจ้าหน้าที่ให้ หน้าอายเหมือนกันนะเนี่ย แฟนก็บอกแทนให้ เพราะแฟนจำได้ ฮ่าาา ถ้าถามของแฟนก็จำไม่ได้อยู่ดี ถามที่อยู่แฟนบอกแอบลุ้นอยู่ในใจว่าจะตอบได้หรือเปล่าหว่า เป็นโชคดีที่ซื้อของส่งของบ่อย จำได้ แฟนโล่งอก วันเดือนปีเกิด เจ้าหน้าที่เปิดเอกสารที่เรากรอกไป นึกในใจเอาแล้ว ไม่เข้าใจทั้งหมดแต่ก็พอรู้ว่า ตอบ No หมดเลย อันนี้รอดไป สุดท้ายก็ขอดูเอกสารเพิ่มเติม ตามีแค่ ประกันชีวิตไปโชว์เค้าเท่านั้นไม่มี ชื่อร่วมกับแฟนเลยสักอย่าง และก็ดูใบสมรส ตัวจริง ใบเกิดตัวจริง และรูปถ่าย เจ้าหน้าที่ก็ถามว่าทำอะไร ดีที่ตาเอาพวกแปลงทำสวนด้วยกัน และตัดกิ่งไม้ที่บ้านด้วยกัน วันเกิดแฟน และรูปเพื่อนมาบ้าน และอาหารที่แฟนชอบ เผื่อเค้าถาม ^^ พอดูรูปเสร็จเจ้าหน้าที่ก็พูดว่า ยินดีด้วยนะคะ รอรับกรีนการ์ดภายใน 1week และฟังอีกที สี่ อะไรไม่รู้ งง ถามแฟนก็ไม่ได้ฟัง เออ เอากันทั้งคู่ เจ้าหน้าที่ก็ถามว่ามีอะไรสงสัยหรือเปล่า แฟนก็ชวนคุย นอกเรื่องวีซ่าไปเลย.... และเธอก็เปิดประตูไล่แขก เข้าไปไม่นานไม่น่าจะเกิน 15นาที ก็เรียบร้อย สบายใจก่อนเดินทางกลับระหว่างทาง แฟนถามว่า USCIS จะไม่มีวุ่นวายกับพวกเราอีกนานเลยใช่มั้ย ดูฮีถาม คงจะสบายใจกว่าเรามากอ่ะ ก่อนกลับไม่วายมีเรื่องด้วยความที่แฟนไฮเปอร์เหลือเกินอะไรที่ต้องทำให้รอเธอจะไม่รอหงุดหงิดง่ายมากแค่เติมน้ำมันขอให้ใส่ Id เธอก็ไม่เติมเธอฟืดฟัดเลย ไปเติมที่อื่น แต่ด้วยเกย์น้ำมันตกขีด Eมาแล้วเหมือนฟ้ากลั่นแกล้งขับเข้าซอยมา ห้าถึงหกไฟแดงหาปั๊มน้ำมันไม่เจอเลย ใจแฟนเดือดยิ่งกว่าน้ำร้อน ฮ่าาา ตาตี่จะทำไงเว้ย เข็นก็เข็นวันนี้ยอมเพราะสวย ฮ่าาา เจอปั๊มแล้วใจชื้น พอเติมเสร็จขับกลับมาอีกซอยนึง ขอบอกว่า ซอยนั้นทั้งซอย ระยะทางเท่ากันกับขาเข้า มีปั๊มน้ำมันอยู่ 7ปั๊ม ดูมันสิ ไม่เรียกว่าโดนแกล้งก็ไม่รุ้จะเรียกอะไร อิอิ สุดท้ายก็กลับบ้านโดยสวัสดิภาพค่ะ ใครที่ยังไม่ได้ก็เป็นกำลังใจให้นะคะ ใครที่ยังไม่ได้ตารอลุ้นช่วยจ้ะ ^^

Thursday, February 28, 2013

CG-K1-2013 หวานส่ง Dec27,2012 สัมภาษณ์ Feb22,2013 รับ Feb28,2013@Phenix,AR


น้ำ หวาน created a doc.
หวานส่งเรื่องวันที่ 27 ธันวาคม 
ได้รับจดหมายพิมลายนิ้วมือวันที่ 10 มกราคม 
พิมลายนิ้วมือวันที่ 30 มกราคม 
ได้รับจดหมายนัดสัมภาษณ์วันที่ 6 กุมภาพัน 
นัดสัมภาษณ์วันที่ 22 กุมภาพันค่ะ อัพเดทเรื่อง วันนี้
วันที่ 12 กุมภาพันได้รับเวิร์คเพอมิทแล้วค่ะ
สัมภาษณ์ที่ฟินิคเอริโซน่าค่ะ วันไปสัมภาษณ์ไปถึงเอ็กเรย์ยื่นเอกสารช่องที่ 8แล้วก็นังรอเจอเพื่อนคนไทยแล้วก็พี่คนหนึ่งชื่อพี่ขวัญอยู่บ้านไกล้กันมากแต่ไม่เคยเจอกันดีใจที่เจอกับพี่เขาแต่ก็เสียใจที่อีกไม่นานพี่เขาจะย้ายไปนิวยอคและพี่หนิงอยู่ที่ฟินิคเจอกันก็คุยกันน้ำลายกระจายไปเจอเพื่อนมานานแล้ว นั่งรอ คนแรกพี่หนิงเข้าไปนานมากๆๆแล้วพี่แกก็ออกมาร้องไห้ไม่ผ่านแล้วพี่แกก้บอกว่าขอไปโทรปรึกษาทนายก่อนน่ะค่ะก็เดินจากไปพร้อมแฟนหวานเลยมองหน้ากับพี่ขวัญจะรอดไหมเนี่ยเรา แล้วก็รายต่อไปพี่ขวัญแปปเดียวห้านาทีออกมาผ่านแล้วแต่ไม่ได้คุยกันเพราะคิวหวานต่อจากพีเขา
เข้าใปในห้องเขาก็ให้สาบาน แล้วก็ถามเรื่องชื่อวันเดือนปีเกิดชื่อพ่อแม่ แล้วก็ขอดูเอกสารๆ ของขวัญมี รูปถ่าย บ้านชื่อร่วมกัน ค่าน้ำค่าไฟชื่อร่วมกัน
แล้วก็หันไปถามแฟนว่าเจอกันที่ไหนเมื่อไหร่แต่งงานกันที่ไหน
แล้วเจ้าหน้าที่ก็หันไปพิมพ์เอกสาร แล้วก็ยื่นเอกสารให้กับเราเป็นกระดาษหนึ่งแผ่น แล้วก็บอกว่ากรีนการ์ดจะส่งถึงบ้านภายใน 3 อาทิตย์ แล้วก็อธิบายเกี่ยวกับเรื่องกรีนการ์ดสองปีหมดอายุว่าต้องทำไงแล้วก้เรื่องย้ายที่อยู่ แล้วจบหวานก็บอกขอบคุณ

ไดรับการ์ด Feb28,2013

Friday, February 22, 2013

GC-2013 ขวัญสัมภาษณ์ Feb22,2013@Phenix,AZ ผ่าน


GC-2013 ขวัญสัมภาษณ์ Feb22,2013@Phenix,AZ ผ่าน
น้อง ขวัญ created a doc.
ไปถึงเอ็กซเรย์ทุกอย่างรองเท้าด้วยค่ะ แล้วก็ยื่นเอกสารที่ช่อง 8 

นั่งรอได้เจอเพื่อนสองคนก็เลยเม้ากันค่ะ 
เจ้าหน้าที่เรียกชื่อ เข้ามาสาบานว่าจะพูดความจริง ขอดูเอกสารมีรูปถ่าย บ้านชื่อร่วมกัน รถชื่อร่วมกัน ประกันชีวิตที่แฟนทำให้เรา แล้วก็เอกสารเกี่ยวกับการเสียภาษีของแฟน เอกสารที่ทางสถานทูตขอมาตามในจดหมายค่ะ แล้วก็ถามว่าเจอกันเมื่อไหร่ แต่งงานกันที่ไหนเมื่อไหร่ แฟนทำงานอะไร ในรูปนี้ใคร แล้วก็บอกว่าเราจะออกกรีนการ์ดให้คุณสองปีหลังจากหมดสองปีแล้วให้ยื่นเรื่องต่อเป็นสิบปี กรีนการ์ดจะส่งถึงบ้านคุณภายใน 3 อาทิตย์ไม่เกิน 1 เดือนคุณจะได้รับกรีนการ์ด จบ

ดีใจมากๆๆ ค่ะที่ผ่านง่ายๆๆ ขอบคุณพี่ทุกคนมากๆๆ ค่ะที่ให้ความช่วยเหลือมาตลอด

Wednesday, February 13, 2013

GC-K1-2013 หมูส่ง Nov06,13 สัมภาษณ์ Feb13 @San Francisco,CA


GC-K1-2013 หมูส่ง Nov06,13 สัมภาษณ์ Feb13 @San Francisco,CA

Thitirat Narvaez
เพิ่งไปสัมภาษณ์กรีนการ์ดมาวันนี้ค่ะ คำถามก็ทั่วๆไปค่ะ ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง แต่เขาไม่ได้บอกเรานะค่ะว่าผ่านหรือไม่ผ่าน บอกแค่ว่าขอเชคเอกสารอีกสักนิด ถ้าโอเคแล้วกรีนการ์ดจะส่งให้ที่บ้านภายในสามสี่อาทิตย์ค่ะ อยากถามว่าเขาได้สแตมป์พาสปอรต์เราไหมค่ะ เพราะของหมูเขาไม่ได้สแตมป์ให้ค่ะ แต่เอกสารทุกอย่างครบนะค่ะ และเขาก็รู้ด้วยว่าหมูท้องห้าเดือน ถ้าได้กรีนการ์ดแล้วยังไงหมูค่อยมาแชร์เรื่องสัมภาษณ์นะค่ะ
ตามคำสัญญานะค่ะ ได้จดหมายตอบรับแล้วค่ะ สำหรับกรีนการ์ด ส่วนการ์ดเขาจะส่งตามมาทีหลัง หนูยื่นเรื่องขอกรีนการ์ดประมาณวันที่ 6 พ.ย5526 ธันวาพิมพ์ลายนิ้วมือ12 มกราคมได้รับจดหมายนัดสัมภาษณ์13 กุมภา สัมภาษาณ์ 21 จดหมายถึงบ้านว่ากรีนการ์ดผ่านแล้วใช้เวลาประมาณ 109 วันค่ะ ยื่นเรื่องที่sanfran ค่่ะ
มาถึงเรื่องการสัมภาษณ์ เขานัดหมูเวลา8.50 น. หมูออกจากโรงแรมตอน 8.15 เพราะไม่ไกลมากนั่งtaxi จากโรงแรม7us ไปถึงคิวก็ยาวเหยียดเหมือนที่บ้านเราแหละค่ะ เขาก็ขอดูจดหมายนัด พาาสปอร์ต แล้วก็เดินผ่านเคื่องสแกน ของทุกอย่างในกระเป๋าเราต้องผ่านเครื่องสแกนเช่นกันค่ะ แล้วเจ้าหน้าที่ก็ให้ขึ้นไปชั้น 2 แฟนก็ไปติดต่อที่เคาท์เตอร์ เขาบอกให้นั่งรอที่ช่องcเพื่อเรียกสัมภาษณ์ เรารอนานพอสมควรค่ะ
ประมาณ 10.05 เจ้าหน้าที่ก็เรียกหมูพร้อมกับแฟนให้เขาไปในห้อง ก่อนอื่นเจ้าหน้าที่ขอ passport ทั้งสองคนค่ะคำถามแรกเขาถามว่าหมูพูดภาษอังกฤษได้ไหม ก็ตอบไปว่าได้นิดหน่อยแล้วเขาก็ให้สาบานว่าเราทั้งสองจะพูดความจริง เราก็สาบานไปเขาก็เริ่มถามหมูค่ะ คำถามดังนี้อยู่บ้านเลขที่เท่าไหร่ อยู่กับใคร อยู่กันกี่คน มาอเมริกาครั้งแรกใช่ไหม อยู่ได้กี่เดือนแล้ว เจอกันกับแฟนที่ไหน คบกันนานหรือยัง แต่งงานแล้วใช่ไหม แต่งที่ไหน เคยแต่งงานมายัง เคยมีลูกมายัง แล้วลูกที่อยู่ในท้องลูกของคุณกับสามีคนนี้ใช่ไหม แล้วเขาก็ขอโทษที่ต้องถามคำถามนี้ เราก็ตอบไปว่าใช่ลูกของเรา หลังจากนั้นเขาก็คุยกับแฟนถามว่าไปไทยมากี่ครั้ง ไปพักที่ไหน เคยเจอพ่อแม่เราไหม เคยแต่งงานมายัง เคยมีลูกไหม ทำงานอะไร แล้วเขาก็ขอดูเอกสารต่างๆที่เราเตรียมไปค่ะ เราก็ยื่นให้ มีรูปถ่าย ฟิล์มอัลตร้าซาวด์ลูก บัญชีร่วม tax แฟนเรา เอกสารที่เราใช้ชื่อร่วมกันต่างๆ การ์ดอวยพรต่างๆ หลังจ่กนั้นเจ้าหน้าที่ก็เก็บรวบควมเอกสารไว้ในแฟ้ม บอกเราว่าดูแล้วน่าจะไม่มึปัญหาอะไร ขอเวลาเชคเอกสารอีกสักสองสามอาทิตย์ ยังไงกรีนกาค์ดจะส่งถึงบ้านคุณ แล้วเขาก็ถามเราว่ามีคำถามไรไหม เราก็ตอบว่าไม่มีคำถามไรแล้วค่ะ เจ้าหน้าที่ก็เดินออกมาส่งใช้เวลาในห้องนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีขอให้คนที่กำลังรอกรีนการ์ดอยู่ได้กรีนการ์ดมาครองเร็วๆนะค่ะ เป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ

Friday, December 23, 2011

GC-K1-2011 บัวส่ง Oct03 รับ Dec23 @CA ไม่ต้องสัมภาษณ์

แจมน้อย
แจมน้อย
User avatar

Joined: Tue Sep 14, 2010 5:48 am
Posts: 20
Post GC-K1-2011 บัวส่ง Oct03 รับ Dec23 @CA ไม่ต้องสัมภาษณ์
GC-K1-2011 บัวส่ง Oct03 รับ Dec23 @CA ไม่ต้องสัมภาษณ์

>>>>>เอกสารขอกรีนการ์ดหรือการปรับสถานะ<<<<<<

เอกสารของภรรยาสาวสวย

1.ฟอร์ม I-485 :Application to Register Permanent Residence or Adjust Status

- Instructions I-485 http://www.uscis.gov/files/form/i-485instr.pdf
- Form I-485 http://www.uscis.gov/files/form/i-485.pdf
- ตัวอย่างการกรอกฟอร์ม I-485 http://www.visajourney.com/examples/INS-Form-I-485.pdf

2.รูปถ่ายสีหน้าตรง 2x2 นิ้ว (จำนวน 2 รูป แนบติดไปกับฟอร์ม I-485) เขากำหนดให้ถ่ายไม่เกิน 30 วัน แต่ ขอแอบกระซิบว่าบัวส่งอันเดียวกับที่ให้สถานฑูตที่ไทยนั่นล่ะ ส่งไป อิอิ

3. ฟอร์ม G-325A Biographic Information ข้อมูลก็ลอกๆของเก่าตอนที่ส่ง noa1 มาซะส่วนใหญ่ เปลี่ยนแค่นามสกุลเราที่กลายเป็นนามสกุลสามีไปแล้ว แล้วก็เพิ่มที่อยุ่ปัจจุบันที่เมกาเข้าไป

- Form G-325A http://www.uscis.gov/files/form/g-325a.pdf

4. สำเนาการฉีดวัคซีน (ประวัติการฉีดวัคซีนจากเมืองไทย =เล่มเหลืองจากเสาวภา และบำรุงราษฎร์ บัวฉีดจากสองที่เลยแต่ก็ยังไม่ครบโดส)
5. สำเนาใบสำคัญการสมรสที่ผ่านการรับรองสำเนาแล้ว
6. สำเนาหน้าวีซ่า K-1 พร้อมตราประทับตอนเข้าอเมริกาด้วย
7. สำเนา I-94 บันทึกการเข้าออกสหรัฐฯ (ด้านหน้า-ด้านหลังอยุ่ในพาสปอร์ตเรานั่นแล )
8. สำเนาใบแจ้งผลการอนุมัติวีซ่าคู่หมั้น (NOA2)
9. สำเนาพาสปอร์ตไทยทุกหน้า ซึ่งบัวมีอยุ่หน้าเดียวเพราะเพิ่งมาเมกาครั้งแรก อิอิ
10. สำเนาใบเกิด+พร้อมแปลและรับรองเอโล้ดดด
11. เขียน check หรือ money order จำนวน $ 1,070 (เป็นค่าธรรมเนียม I-485 =$ 985 และค่า finger prints =$ 85 รวม =$ 1,070 โดยสั่งจ่ายรวมเป็นเช็คใบเดียวไปในคราวเดียวกันเลยค่ะ )

สั่งจ่ายในนาม "U.S.Department of Homeland Security"

หมายเหตุ เอกสารที่กรอกเพิ่มเติมเนื่องจากว่าขอฟรี และใช้หลักฐานอย่างเดียวกับการขอกรีนการ์ดคือ Form I-765 : Application for Employment Authorization (ใบอนุญาติทำงาน/work permit) แนบรูปเพิ่มไปอีก 2 รูปพอค่ะ

- Form I-765 http://www.uscis.gov/files/form/i-765instr.pdf

หมายเหตุสำคัญ :บัวไม่ได้ทรานเฟอร์ผลตรวจสุขภาพอย่าง ที่เพื่อนๆทำกัน เพราะว่าแอบอ่านเจอใน instruction ว่า ถ้ามาวีซ่าคู่หมั้นแล้วผลตรวจยังไม่หมดอายุก็ส่งได้เลย ไม่ต้องใช้ฟอร์ม I-693 และอีกอย่างแอบงกง่ะ ฮ่าา อีกประการที่ทำไม่เหมือนเพื่อนๆ คือบัวไม่ได้ส่งเอกสารความสัมพันธ์อย่าง เช่นรูป บัญชีธนาคาร เพราะว่า อ่านยังไง๊ ยังไงก็ไม่เจอว่าเขาให้ส่ง และอีกอย่าง คือขี้เกียจทำด้วย ฮ่าาา แล้วก็เลยลุ้นมากๆ เลยว่าจะโดนขอเอกสารเพิ่มไหม แต่ถึงตอนนี้ ก็ยังไม่โดนนะ อิอิ

เอกสารของสามีหนุ่มหล่อ

1. Form I-864 Affidavit of Support http://www.uscis.gov/files/form/I-864.pdf
2. สำเนาภาษีย้อนหลัง 1 ปีล่าสุด หรือจะใช้ 3 ปีก็ได้นะคะ เพราะในแบบฟอร์มมีที่ให้กรอก 3 ปี แต่บัวใช้แค่ปีเดียว เพราะเขาไม่บังคับคร้าาา
3. สำเนา W2 ชุดเดียวกับที่ใช้สัมภาษณ์ที่ไทยค่ะ
4. สำเนาพาสปอร์ตของสามีทุกหน้า
5. สำเนาใบเกิดสามี (สามีไม่ได้เป็นอเมริกันซิติเซ่นโดยกำเนิด)
6. สำเนาจดหมายรับรองการทำงานจากนายจ้าง ที่ระบุชื่อ ระยะเวลาการทำงาน ประเภทของงาน และเงินเดือน(เอกสารสำเนาชุดเดิมตอนขอวีซ่า)
7. สำเนาใบรับรองทางการเงินจากธนาคาร ใส่ไปแค่เดือนเดียวเดือนล่าสุดที่เคยใช้ตอนขอวีซ่าที่เมืองไทย

หมายเหตุ เอกสารของสามีง่ายสุด เพราะบัวใช้สำเนาเดิมตอนขอวีซ่าที่เมืองไทยหมดเลยค่ะ ไม่ได้ไปขออะไรใหม่เลย แม้กระทั่งเงินในธนาคาร เพราะว่าตอนนี้มันน้อยกว่าตอนนั้นแล้ว ฮ่าาาาา

>>>>>พิมพ์ลายนิ้วมือ<<<<<<

ไปพิมพ์ลายนิ้วมือวันที่ 17 ตุลาคม ไปก่อนเวลา ทำมึนๆไป วันนั้นไม่ค่อยมีคน แม่แฟนมีนัดด้วยเหมือนกัน เลยถือโอกาสมั่วๆไป เขาก็ให้ทำด้วยนะ วันนั้นไม่ได้เอาใบแต่งงานไปด้วย ก็ไม่รู้นี่นาาา แต่แฟนไปด้วย เขาก็ให้พาแฟนไปยืนยันตัวตน เจ้าหน้าที่ก็ถามแค่ว่าแต่งงานกันวันที่เท่าไหร่ แล้วเขาก็เซ็นต์แอฟพรูฟให้ สำหรับเพื่อนๆ ติดใบสมรสไปวันพิมพ์ลายนิ้วมือด้วยนะคะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลา หลังจากนั้นก็ไปยืนพิมพ์ลายนิ้วมือ ทั้งสิบนิ้วเลย พลิกซ้ายพลิกขวากันอยุ่พักใหญ่ แล้วก็ถ่ายรูปหนึ่งแฉะ ก่อนเขาถ่ายเราก็ถามเขาก่อนว่า ยิ้มได้ไหมคะ เขาบอกยิ้มได้ บัวเลยยิ้มเห็นฟันไปเลย อิอิ สวยยยย รูปในการ์ดเป็นขาวดำนะคะ แต่งหน้าไม่ต้องจัด กรีดอายไลเนอร์ กะืำืีทำทรงผมสวยๆเป็นพอค่ะ เป็นอันเสร็จพิธี กลับบ้านไปรอ

>>>>>จม. ขอเอกสารเพิ่ม<<<<<<

วันที่ 24 ตุลาคม อ่านจดหมายด้วยความตื่นเ้ต้นกลัวจะโดนขอทรานเฟอร์ผลตรวจสุขภาพ แต่ผิดคาด เขาขอ สำเนาใบเกิดฉบับภาษาไทยค่ะ คือว่า...บัวไม่ได้ส่งไปอ่ะ ด้วยความเอ๋อ ก็รีบส่งทันทีในวันรุ่งขึ้นเลย ไม่อยากให้มันล่าช้าไปกว่านี้

>>>>>>เคสทรานเฟอร์<<<<<<<

วันที่ 8 พฤศจิกายน เปิดจม.อีกครั้งด้วยความตื่นเต้น ได้รับ transfer notice เรียบร้อยแร้น อุ่นใจไปกว่าครึ่ง แล้วก็รอลุ้นด้วยใจระทึกว่าจะโดนเรียกสัมภาษณ์ไหมน้าาาาา

>>>>>>Welcom to USA and Work permit<<<<<<<

วันที่ 16 ธันวาคม ที่ร้ากกกก โทรมาบอกข่าวดี ได้รับจม. ได้ความว่า welcome to the united state of america และกรุณารอกรีนการ์ดที่จะส่งมาที่บ้านคุณภายใน 3 อาทิตย์นี้ค่ะ เย้ เย้ เป็นอันว่าไม่โดนเรียกสัมภาษณ์แล้วคร่าาาา แล้วๆๆๆๆ มีจดหมายอีกฉบับแนบมาด้วยกัน เป็นบัตรที่ำได้จากการขอ work permit ค่ะ แล้วรูปที่ปรากฏบนบัตรก็คือรูปเดียวกับตอนที่ไปถ่ายรูปพิมพ์ลายนิ้วมือกรี นการ์ดเลย ยิ้มแฉ่งมาเชียว ^___^

>>>>>GREEN GARD<<<<<

วันที่ 21 ธันวาคม กรีนการ์ดมานอนคอยอยู่ที่บ้านแล้วค่ะ มาเร็วทันใจจริงๆเลย แล้วกลับไปเจอกันนะจ๊ะ

ระยะเวลาการขอ

ส่งเอกสารขอกรีนการ์ด วันที่ 3 ตุลาคม

ได้รับใบ receipt วันที่ 11 ตุลาคม
ได้รับใบนัดพิมพ์ลายนิ้วมือ วันที่ 15 ตุลาคม (ได้วันนัดวันที่ 1 พฤศจิกายน)
พิมพ์ลายนิ้วมือ วันที่ 17 ตุลาคม
ขอเอกสารเพิ่ม วันที่ 24 ตุลาคม (ส่งเอกสารเพิ่มวันที่ 25 ตุลาคม)
เคสทรานเฟอร์ วันที่ 8 พฤศจิกายน
ได้รับจม.ยินดีต้อนรับสู่อเมริกา วันที่ 16 ธันวาคม
ได้กรีนการ์ด วันที่ 21 ธันวาคม


viewtopic.php?p=646397#p646397 ิbombaybaibua, ตรวจสุขภาพบำรุงราษฎร์ K1-2011 บัว May10,11
viewtopic.php?p=652031#p652031 bombaybaibua, K1-2011 บัว Jun28,11 รับ Jun30,11
viewtopic.php?p=664968#p664968 bombaybaibua, แต่งงาน - SSN-K1-2011 บัวใช้ passport หลังแต่งงาน @LA,CA north hollywood LA
viewtopic.php?p=666897#p666897 bombaybaibua, เหตุฉุกเฉินต้องกลับไทยขณะที่ยังไม่ได้กรีนการ์ด by baibua
viewtopic.php?p=664969#p664969 bombaybaibua, GC-K1-2011 บัวส่ง Oct03 รับ Dec23 @CA ไม่ต้องสัมภาษณ์
viewtopic.php?p=666900#p666900 bombaybaibua, สอบข้อเขียน 2012-CA บัวสอบข้อสอบเดิม

Thu Dec 22, 2011 1:06 pm

Thursday, September 30, 2010

GC-K1-2010 บุ๋มSept23,10 รับ Sept30,10 @San Francisco

เด็กหัดโพสต์
เด็กหัดโพสต์
User avatar

Joined: Mon May 25, 2009 9:49 am
Posts: 15
Location: Sebastopol, CA
Edit post Reply with quote
Post GC-K1-2010 บุ๋มSept23,10 รับ Sept30,10 @San Francisco
GC-K1-2010 บุ๋มSept23,10 รับ Sept30,10 @San Francisco

สัมภาษณ์บุ๋มเกือบ 40 นาที @San Francisco

วันนี้มีนัดสัมภาษณ์ที่ San Francisco ประมาณ 12.45 น. เรื่องอาจยาวไปนิดต้องขออภัยนะคะ เริ่มเลยนะ.... 
เราไปถึงก่อนเวลา นั่งรอสักครู่เมื่อถึงเวลาสัมภาษณ์ก็มีเสียงประกาศเรียกนามสกุลของแฟนเรา ตั้งใจฟังว่าให้ไปห้องไหน... เรา 2 คน ฟังไม่ทัน (หรือไม่รู้เรื่องก็ไม่รู้)
ก็เลยเดินไปถามที่เคาน์เตอร์ที่เรายื่นเอกสาร... เจ้าหน้าที่ไม่รู้เรื่องเช่นกัน บอกให้ไปนั่งรอที่เก้าอี้ที่มันว่างๆ แฟนเราพูด Engligh ไม่รู้เรื่องหรืออย่างไร... เจ้าหน้าที่ทำท่าไม่เข้าใจที่แฟนเราพูด? เขาประกาศซ้ำอีกครั้ง... เราก็ตั้งใจฟัง (โปรดตั้งใจฟัง) คราวนี้รู้แล้วให้ไปไหน เราเดินไปที่หน้าห้อง.... ก็เจอเจ้าหน้าที่ผู้หญิงเอเชีย (จีน) กลางคนมาคอยรับ เรา 2 คน Say Hello, How Are You? เธอตอบกลับมาแบบไม่มีรอยยิ้ม - ไม่มองหน้า เอาแล้วเรา ยิ่งเรามีประวัติกะคนจีนนี้มาก่อน... เจอแบบนี้เครียดเลย
ไปถึงโต๊ะ.... เธอให้สาบานว่าจะพูดความจริงทุกประการ .... Yes We Do.
แล้วนั่งลง.... ก้นยังไม่ถึงเก้าอี้เธอก็เริ่มถาม (หน้าตาบึ้งตึง - ไม่มีรอยยิ้ม เพราะเธอกำลังปฏอบัติหน้าที่ของเธออยู่)
**** ทุกคำถามมึ่งตรงมาที่เราคนเดียวตลอดเกือบ 40 นาที ถามแฟน 3-4 คำถาม ****
มีเอกสาร Medical Examination ไหม - มี จากนั้น ขอดูเอกสาร ID Card ของคุณสามี , Passport ของเรา - Work Permit - ใบเปลี่ยนชื่อ - นามสกุล - ใบเกิด (ตัวจริง) เธอให้อธิบายว่าทำไมในใบเกิดของเราถึงไม่มีนามสกุลพ่อ - แม่ มีแต่ชื่อ - ใบเกิดจากไทยใส่ชื่อมารดา - บิดาเท่านั้น (ก็ตั้ง 40 ปีที่แล้ว)ไม่มีนามสกุล
ตอนนี้เราใช้นามสกุลอะไร - ออกเสียงว่าอย่างไร - เราเคยแต่งงานไหม (หันไปถามสามีด้วย) - เรามีลูกไหม (หันไปถามสามีด้วย เขาบอก 2 คน) แล้วหันมาหาเรา
ลูกเขาคนโตชื่อไร สะกดอย่างไร - เกิดวันที่เท่าไหร่ (เรารู้แต่ชื่อ-จำวันเกิดไม่ได้ ก็บอกเธอไป) คนที่ 2 ชื่อไร สะกดอย่างไร เกิดวันที่เท่าไหร่ ****ถามเรานะ****
แล้วก็ถามวัน/เดือน/ปี เกิดเราและสามี - บ้านเลขที่ปัจจุบันที่อาศัย **** ตอนนี้เธอเริ่มล่องลอย ถามคำถามซ้ำกันไปมา เหมือนมีปัญหาครอบครัวอยู่ (เดาเอานะ)
แล้วก็คำถามที่ต้องตอบ No เกือบทุกข้อ - เร็วมากกกกกกก แล้วบอกเราให้เตรียทเอกสารที่เกี่ยวกับบัญชีร่วมต่างๆ - พร้อมรูปถ่าย
แล้วธอก็หันไปถามคุณสามีเรื่องเจอเราเมื่อไหร่ - ที่ไหน - ขอแต่งงานเมื่อไหร่ - เคยเจอครอบครัว She ไหม แล้วก็หันกลับมาที่เรา ว่าเคยเจอครอบครัวเขาไหม
แต่งงานครอบครัวเรามาหรือเปล่า - เราบอกไม่ได้มา , แล้วแม่เขามาไหม - เราตอบมา แล้วก็ถามเราว่าแฟนเคยเจอครอบครัวเราไหม เราบอกเคยเจอตอนไปหาเราที่ Sydney เขาบอกมีรูปไหม โชคดีที่เราเตรียมไปด้วย เลยให้ป้าเขาดู แล้วเขาก็ถามว่าใครเป็นใครในรูป และเขียนลงบนรูปนั้นๆด้วย นี่แม่/น้องสาว/น้องชาย
แล้วก็หันไปถามแฟนเราว่า - งานอดิเรกที่ทำด้วยกันมีไรบ้าง -พาไปเที่ยวไหนบ้าง ไป Honey Moon ที่ไหน - มีแหวนแต่งงานไหม 
แล้วก็ให้เซํนต์เอกสารทั้ง 2 คน แล้วก็ตรวจเอกสารอีกรอบ ก่อนที่จะให้เอกสารใบสีขาวๆมา 1 แผ้น บอกให้คอยเช็ค mail ดู 2-4 weeks 'No Congratulation for Us' เราก็เลยงงว่า... เราผ่านไหมเนี้ย

ขออภัยหากยาวไปนิดนะคะ ..ออกมาแฟนบ่นปวดหัวเลย

สวัสดีคะ ขอร่วมแชร์ TimeLine ด้วยคนนะคะ

June 30,2010 Mailed AOS Package to Chicago Office.
July 03, 2010 Received Biometrics Appointment Letter.
Aug 10, 2010 Biometrics Done
Aug 18, 2010 Received Interview Appointment Letter.
Aug 30, 2010 Received Employment Authorization Card.
Sep 23, 2010 Interview @ San Francisco Office - Done
Sep 24, 2010 Card Approved
Sep 27, 2010 Received Welcome Notice.
Sep 30, 2010 Got 'Green Card' 

Total = 92 Days

รวมๆแล้วก็ 3 เดือนเต็มๆคะ โชคดีที่ส่งเอกสารครบตั้งแต่ครั้งแรก
ตอนไปสัมภาษณ์ก็ตอบด้วยความมั่นใจ... 

เป็นกำลังใจให้ทุกคนต่อไปคะ.... 
บุ๋ม

Thu Sep 23, 2010 7:16 pm

Wednesday, July 14, 2010

GC-K1/K2-2010 แพรว Jul14,10 อนุมัติ @San Francisco

แจมบ่อย
แจมบ่อย
User avatar

Joined: Fri Feb 19, 2010 7:32 pm
Posts: 236
Location: USA
Edit post Reply with quote
Post GC-K1/K2-2010 แพรว Jul14,10 อนุมัติ @San Francisco
GC-K1/K2-2010 แพรว Jul14,10 อนุมัติ @San Francisco

สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ชาวเว็ปทั้งหลาย เมื่อวาน ไปสัมภาษณ์กรีนการ์ดมา ที่ ซานฟาซิสโก ค่ะ นัด 8.25 และ ลูก 9.30
เข้าไปก็รอไม่นานหรอกค่ะ เจ้าหน้าที่สัมภาษณ์เป็นชาวฟิลิปปินส์ผู้ชาย เรื่องมันตื่นเต้นมากค่ะ 
เข้าไปก็เข้ายืนสาบานว่าจะพูดแต่ความจริง เขาขอใบเกิดเราเลย เพราะเรายื่นใบรับรองเกิดอย่างเดียว แต่เราบอกว่าไม่มี แต่พี่แกจะเอา แล้วก็ยื่นเงื่อนไขไห้อ่าน เอาแล้วซิ 

แต่โชคดี ที่มีซากเก่าๆพังๆของใบเกิดและแปลเล่นๆติดมือไปด้วย พี่แกก็โอเคนะ แต่ไม่รู้หรอกว่าแปลถูกไหม เพราะพี่แกไม่อ่านเลย เก็บใส่แฟ้ม 

เจ้าหน้าที่ ถามดิฉันก็ตามประสบการณ์เพื่อนๆค่ะไม่มาก เข้าอเมริการกี่ครั้ง, ล่าสุดวันไหน ,ที่อยู่ที่อเมริการ, อาศัยอยู่กับใครบ้าง ,แต่งงานกี่ครั้ง , ดิฉันยังไม่เคยแต่งงานแต่มีลูก เขาถามว่าทำไมมีลูก เลยบอกว่าจากบอยเฟรน แล้วก็ถามที่ต้องตอบ No ตอนแรกก็กลัวตรงคำถามนี่หล่ะค่ะ เพราะกลัวจะฟังไม่รู้เรื่อง แต่พอดีพี่แก กางเอกสารอ่าน ก็เลยไม่ฟังเลย รู้แต่ว่าพอจบก็ตอบ No ประมาณ ห้าข้อค่ะ 

จากนั้นก็ถามแฟน ว่าแต่งงานกี่ครั้ง พี่แกบอกว่า สองตามเอกสารที่ยื่นไป แต่ความจริงคือ สี่ครั้ง แล้ว แล้วก็ถามแฟนว่ามีลูกกี่ คน ขอใบเกิด พี่แกแบนความสนใจไปที่สามีดิฉันเลยค่ะ เพราะใบหย่าที่ยื่นมันไม่ใช่มารดาของลูก แกถามสามีว่า แม่เด็กชื่ออะไร ได้อย่าไหม พี่แกบอก yesss เจ้าหน้าที่มีอาการเคืองค่ะและขอดูใบอย่า คุณบอกว่าอย่ามาสองครั้งในเอกสาร แต่นี่มัน สามครั้ง (แต่ที่จริงสี่ครั้งค่ะยังเป็นความลับอยู่ค่ะ) แล้วถามตองแรกก็ยืนยันว่า สอง โกหก โกหก ดิฉันตกใจแล้วค่ะ บอกแล้วว่าให้บอกความจริงแต่แรก 

แต่สามีดิฉันห่วงในเอกสารที่ยื่นเพราะกรอกไปแค่สองครั้งล่าสุด ทำไมคุณโกหก เจ้าหน้าที่ถาม สามีบอกไม่ได้โกหก แต่ในเอกสารมันมีพื่นที่ให้กรอกแค่ สองครั้งเลยนึกว่า เอาแค่สองครั้งล่าสุด 

เจ้าหน้าที่ถามแล้วทำไมถึงยืนยันว่าสองครั้ง แล้วถ้าช่องมันมีให้กรอกสองครั้งคุณก็ต้องเขียนจดหมาแนบแล้วสอดใส่ไว้ สามีเถียงค่ะ ก็มันไม่มีเนาะนำไว้ ควรจะเนาะนำไว้ ดิฉันอยากจะกัดคอเลยค่ะ แล้วเจ้าหน้าทีก็ใส่สามีอีก เรื่องโกหก สามีก็พูดเหมือนกะทะเลาะกัน ค่ะ แต่ดูสามีดิฉันมีเหตุผล เจ้าหน้าที่ก็ดูไม่พอใจแต่ก็สงบค่ะ อย่าโกหกอีก เจ้าหน้าที่บอก

มันมีปัญหาอีกค่ะ เพราะในใบหย่าล่าสุดของสามี คือ แฟนคนไทย และทำการปรับสถานะเหมือนกัน แต่หลังจากใช้ชีวิตร่วมกันไม่ถึงสองเดือนก็เกิดเลิกลา ด้วยเหตุผลใดๆ ค่ะ สามีส่งหญิงไทยกลับประเทศ แต่หลังจากนั้น มีจดหมายนัดสัมภาษณ์ มาพี่แกไม่ใส่ใจเพราะผู้หญิงได้กลับประเทศไปแล้ว ก็ไม่ได้ไปสัมภาษณ์ค่ะ 

แล้วทาง uscis ก็ส่งจดหมายแจ้งว่า คุณผิดนัดสัมภาษณ์ สามีก็ไม่ใส่ใจ แต่หลังจากนั้น ก็มีจดหมายมาอีกค่ะ ว่า ใ้ห้หญิงคนนั้นออกนอกประเทศภายใน 30 วัน ค่ะ สามีเลยเขียน จดหมายแจ้งไปว่าได้ส่งกลับประเทศไปแล้ว แต่ไม่เคยติดต่อทาง uscis ว่าได้รับจดหมายไหม 

พอดีเจ้าหน้าที่สัมภาษณ์ บอกว่า ส่งเธอกลับไทยเพราะ uscis สั่ง แต่สามีบอกว่า ส่งกลับก่อนวันนัดสัมภาษณ์ เพราะเข้ากันไม่ได้ แล้วก็โชคดีที่มีเอกสารยื่นยัน ซื้อตั๋วเครื่องบิน และ วันเวลา ก็อบปี้ให้เจ้าหน้าที่ค่ะ แล้วก็ถามสามมีเยอะมาก ดิฉันก็ฟังไม่ออกหรอกค่ะพูดเร็วและซีเรียส ในใจก็คิดว่า ทำไมไม่ถามอะไรเราเยอะกว่านี้อุตสาท่องมาซะเยอะเลย 

หลังจากสงครามสงบ พี่แกบอกว่าเอาหล่ะ ดูทาทางลูกดิฉันจะอึดอัดเลยหันไปถามลูก เข้าเรียนยัง ลูกตอบ yes มาอเมริกากี่ครั้ง ลูกตอบ yes แค่นั้นหล่ะค่ะ 
แล้วเจ้าหน้าที่ก็ขอ เอกสาร Joint bill bank paystub photo เราก็เตรียมไปทุกอย่า ค่ะ ครบ และยื่นก็อบปี้ให้เจ้าหน้าที่ค่ะ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ดูเลยค่ะ เก็บเข้าแฟ้มอย่างเดียว แล้วก็ขอ tax return W2 ของสามี ค่ะ 

เจ้าหน้าที่ อ่าน tax return แล้วเจอชื่อร่วม ของแฟนเก่าอีกคน เอาแล้วซินึกว่าจะจบ นี่ชื่อแฟนอีกคนใช่ไหม และมี ชื่อเด็กคือใคร สามีบอกว่า เป็นลูกชายของแฟนเก่่า เจ้าหน้าที่ก็ ok โล่งอกค่ะ 

แล้วเจ้าหน้าที่ก็ยื่นเอกสารสี ขาวให้ สองแผ่นทีแจ้งว่า รอติดต่อ เพราะเจ้าหน้าที่ต้องเช็ค เกี่ยวกับแฟนคนไทยคนก่อน ว่ามีการกลับประเทศก่อนวัน นัดสัมภาษณ์ไหมและจะหาจดหมายทีสามีบอกว่า เขียนแจ้งไปยัง uscis โอ้แม่เจ้ามันห้าปีที่แล้ว นึกแล้วเชียว 

ขับรถถึงบ้านประมาณ 11 pm กลับบ้าน สามีดิฉันไม่พูดไม่ จา กินก็ไม่ได้ เงียบเลยค่ะ เพราะสามีคิดว่า ดิฉันอยากจะเครียดแต่ก็เครียดไม่ออก เพราะดูสามีเครียดเกินพอ ก็ได้แต่ปลอบเดี๋ยวก็ดีเอง เดี๋ยวเขาก็ติดต่อมา เฮ่อเวรกรรม

แต่มันมีเรื่อง ที่ไม่รู้ว่าจะดีใจไหมค่ะ ไม่รู้ว่าเข้าใจถูกหรือเปล่าค่ะ ประมาณ สามทุ่ม มีข้อคามจาก uscis ว่ามีการอับเดท สถานะ ในเว็บ uscis ค่ะและอีเมล์มาให้ค่ะ เมื่อเข้าไปดู ข้อคามว่าอย่างนี้ ค่ะ

Document production or Oath Ceremony

On July 14, 2010, we ordered production of your new card. Please allow 30 days for your card to be mailed to you. If we need something from you we will contact you. If you move before you receive the card, call customer service at 1-800-375-5283.

This step applies to applications that result in an applicant receiving a card (such as a green card) or other document (such as a naturalization certificate, refugee travel documents or advance parole). Applications will be in this step from the time the order to produce the card/document is given until the card/document is produced and mailed to the applicant. You can expect to receive your card/document within 30 days of the approval of your application.

ดิฉันเข้าใจว่ากรีนการ์ดอนุมัติใช่ไหมค่ะ สามีดิฉันร้องให้เลยค่ะ 
แต่ดิฉันไม่มั่นใจ มันคือการอนุมัติกรีนการ์ดใช่ไหมค่ะ 
Praw


Last edited by Praw on Thu Jul 15, 2010 4:51 pm, edited 1 time in total.

Thu Jul 15, 2010 11:07 am

Monday, April 5, 2010

GC-K1-2010 tooookta Apr05,10 ผ่านแล้วค่ะ

เด็กหัดโพสต์
เด็กหัดโพสต์
User avatar

Joined: Mon Jun 22, 2009 1:27 pm
Posts: 11
Post GC-K1-2010 tooookta Apr05,10 ผ่านแล้วค่ะ
อันนี้เป็นอีเมลล์ที่เมลล์ให้พี่ๆอ่าน เลยอยากเอามาแชร์ให้เพื่อนๆห้องนี้ฟังค่ะ
เก็บไว้เป็นอุทธาหรณ์ สำหรับคนที่อาจจะต้องมาอยู่คอรบครัวใหญ่ แล้วต้องเจอปัญหาแบบนี้ค่ะ
ใช่ว่า เราไม่รู้นะคะว่าต้องเอาเอกสารอะไรไปยื่น แต่เราไม่มีสิทธิได้ทำเอกสารพวกนั้นขึ้นมาด้วยเหตุผลอะไรๆหลายอย่างค่ะ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 5 เมษายน 2010 ค่ะ เรื่องอาจจะฟังงงๆหน่อยนะคะ เพราะเขียนตอนงงๆ
....................................................................................
เห็นหัวข้อแล้วแปลกใจใช่ปะ แต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆ
หนูร้องให้เลยล่ะพี่ ร้องมันตรงนั้นนั่นแหละ หนูไม่พูดอะไรเลย ดราม่ามันตรงนั้นเลย

หนูจะเล่าเฉพาะที่มันเป็นประเด็นที่ไม่ราบรื่นให้ฟังนะพี่
ที่ตอบได้แบบเคลียร์ ข้ามแล้วกัน

ตอนแรกถามว่า จ้างทนายทำเอกสารไหม ....แฟนบอกว่าไม่ แถมยาวไปอีกว่าหนูจบกฎหมายมา ก็น่าจะทำได้เลยไม่อยากจ้างทนาย

..หลังจากกลับเมืองไทยไปแล้ว ได้ไปเรียนที่เมืองไทยหรือเปล่า ก็ตอบว่าไม่
ถามต่อว่า พอกลับจากอเมริกาแล้ว ได้กลับมาเรียนที่นี่อีกหรือเปล่า ....งงคำถามมาก แต่ก็ตอบว่าเปล่า
เขาก็ถามว่าทำไมไม่เรียน ก็บอกว่า ก่อนมาที่นี่เรียนจบแล้ว แต่ตอนขอวีซ่ามายังเป็นนักเรียนอยู่เลยได้วีซ่านักเรียน
พี่แกก็เริ่มงง แล้วบลาๆๆใส่เรา ว่าขอวีซ่านักเรียนไม่เรียนได้ไง บลาๆๆๆ
หนูก็เลยบอกว่า คุณเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า หนูมาที่อเมริกาครั้งแรก มาอินเทิร์นชิบ ไม่ได้มาวีซ่านักเรียน
หนูถือเจวัน ไม่ใช่เอฟวัน พี่แกก้อ๋อๆๆ แล้วก้บอกว่าเห็นตรงนี้เขียนเหมือนตัวเอฟ (พร้อมกับชี้ไปที่ตราวประทับที่ ตม.เขียน)
หนูก็เลยชี้ไปที่หน้าวีซ่า แล้วก็บอกว่า เจวัน

เจอกันยังไง ตั้งแต่เมื่อไร...........ทำงานที่เดียวกัน

ถามแฟนว่า นี่แต่งงานรอบสองใช่ไหม
ใช่ เขาถามเรื่องตอนแต่งงานครั้งแรกว่า ทำไมถึงหย่า (ครั้งแรกแต่งกับเพื่อนเขานาน 6 ปี ไม่ได้แต่งจริง)
เขาก็ขอเอกสารการหย่า (หย่ากันตอน ตุลา ปี 07)
แฟนตอบว่า ตอนแรกทำงานร้านอาหารด้วยกัน จากนั้นภรรยาเก่าได้งานที่เมืองจีน
เลยไปๆมาๆ ช่วงหลังๆ ทำงานบริษัทไปมาลำบาก ก็เลยไม่ค่อยได้กลับมาที่อเมริกา

เจ้าหน้าที่ก็ย้ำว่าว่า อยากรู้เหตุผลว่าทำไมถึงตัดสินใจหย่า ไม่ได้อยากฟังเรื่องสั้นคุณก่อนหย่า
แฟนเลยบอกว่าเขาไม่ชอบสถาณการณ์ที่ต้องแยกจากกันเวลาแต่งงาน
เขาไปอยู่เมืองจีนสามปี พยายามอยู่ที่นู่น แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะเขาเรียนไม่จบอะไรเลยสักอย่าง
ทำให้ทำงานที่นู่นลำบาก เลยตัดสินใจแยกทางกัน และตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นแต่งงานใหม่แล้ว

จนท... ภรรยาเก่าคุณทำงานได้เงินเดือนเท่าไร
แฟน....ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะว่าเขากับภรรยาเก่าไม่ได้เปิดบัญชีร่วมกัน
ครอบครัวเขาค่อนข้าง independent พ่อกับแม่ก็แยกบัญชีกัน

จนท. คุณเคยไปเมืองไทยไหม
แฟน เคย เคยพามแม่ไปพบกับครอบครัวหนูที่เมืองไทย พร้อมกับยื่นอัลบั้มรูปให้ดู แต่ จนท. ไม่ดู
เขาบอกว่ามีแล้ว

จัดพิธีแต่งงานที่เมืองไทยหรือเปล่า........ไม่
แล้วที่นี่ล่ะ....ไม่ แค่ไปจดทะเบียนกัน ไม่ได้จัดงานเลี้ยงอะไร
มีคนในครอบครัวไปร่วมเป็นพยานหรือเปล่า...ไปกันแค่สองคน
ทำไมไม่จัดงานแต่งงานอะไรเลย มันดูแปลกๆนะ หนูก็อายุยังน้อย น่าจะอยากแต่งชุดเจ้าสาวบ้าง
แฟนก็บอกว่าแต่งงานกับคนไทยต้องใช้เงินเยอะ เลยต้องมาเก็บเงินกันก่อน แล้วจะกลับไปจัดให้ คิดว่าน่าจะปลายปีนี้

แล้วครอบครัวคุณรู้สึกยังไงกับแฟน
หนู....ก็ตอบเลี่ยงไปว่า ไม่ค่อยชอบมากสักเท่าไร เพราะว่าครอบครัวอยากให้อยู่เมืองไทยมากกว่า
ไม่อยากให้หนูมาที่นี่ เขาคิดว่าแฟนเป็นคนที่พรากลูกไปจากพวกเขา
จนท. แต่ก่อนนี้ก็ให้มานี่ คุณถึงได้มาเจอกันแล้วจะบอกว่าไม่ชอบให้มาที่นี่ได้ยังไง
หนู...ตอนนั้นมันชั่วคราว ตอนนี้ต้องมานานๆ ไม่รู้เมื่อไรได้กลับ (คิดในใจ ไม่น่าได้สัมภาษณ์กับคนเอเชียเลย......รู้ดีเหลือเกิน )
จนท. นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เกี่ยวกับแฟนคุณ มันเป็นเพราะว่า เขาไม่อยากแยกจากคุณต่างหาก
หนู...เขาคิดว่าแฟนอาจจะดูแลหนูได้ไม่ดี เพราะอย่างที่คุณทราบ แฟนหนูไม่ได้จบปริญญา และตอนนั้นงานไม่มั่นคง
จนท.. พลิกดูรายได้ แฟนคุณก็ Make good money นี่นาทำไมคิดว่าจะดูแลไม่ดี
หนูเลยบอกว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เงิน แต่พอแม่เป็นครูทั้งคู่ เลยเห็นความสำคัญเรื่องการศึกษา เขาเลยกังวล

แล้วครอบครัวคุณล่ะ คิดยังไงกับ แฟนก็บอกว่าดี แม่เขาเป็นคนง่ายๆ
ทุกวันนี้ก็อยู่ด้วยกัน แล้วก็บลาๆๆๆๆ เรื่องรักเรื่องชัง ในครอบครัวต่อ

จนท. คุณมีเอกสารความสัมพันธ์ไหม
หนูก็ยื่นรูปไปให้ดู เป็นรูปที่ไปลาสเวกัส ไปแคนยอน ไปเที่ยวทะเล
ไปดิสนีย์แลน ไปเที่ยวปีใหม่ ที่สวนสัตว์ ประมาณที่ละสองสามรูป

มีเอกสารอื่นๆไหมที่ยืนยันว่าคุณอาศัยอยู่ที่นี่
หนูก็มีพวกจดหมายของฟิสเนต ที่แจ้งเตือน เช็คที่ขอคืนภาษีของปีก่อนที่ส่งมาที่บ้าน และก็พวกซองที่จ่าหน้าถึงหนูอีกสองอัน

เขาก็ถามหาเอกสารที่เป็นชื่อร่วมกัน พวกบิล บัญชีธนาคาร
หนูก็บอกว่าไม่มีบิลหรอก เขาก็ถามว่าไม่จ่ายบิลหรอ
ก็บอกว่าพี่สาวแฟนดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมด

บัญชีธนาคาร........หนูก็บอกว่าหนูมีบัญชีส่วนตัวเปิดไว้ตั้งแต่ยังไม่รู้จักกัน เลยไม่ได้เปลี่ยน
ส่วนแฟนเขาเปิดกับพี่สาว แล้วเขาก็เปิดไปดูสเตทเม้นที่เรายื่น จนท.ก็ว่านี่ก็ฟังดูดี แต่เป็นสามีภรรยากัน
มันควรจะมี

ถามเรื่องเงินเดือนของแฟน.....แฟนบอกว่าฝากไว้ในบัญชีครอบครัวหมด เพราะพี่สาวเขาดูแลเรื่องบิล
ถามเรื่องบิลค่าใช้จ่ายหนูว่ามีอันไหนของหนูบ้าง ......ก็บอกว่าหนูไม่มีบิล เพราะหนูใช้เงินสดจ่ายหมด พวกค่าน้ำไฟของที่บ้านพี่สาวแฟนดูแล
แฟนก็เสริมว่า เงินนั้นเขาไปทำพาทไทม์มา แล้วได้ทิป เขาก็ให้หนูหมด เขาไม่มีสักบาท
เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า มันไม่มีหลักฐาน พ่อแม่หนูอาจจะโอนมาให้ก็ได้

ให้เงินพี่หมดแล้วบ้านไม่ต้องเช่าหรอ......ตอบว่าอยู่กับครอบครัว เราไม่ต้องจ่ายเงิน เพราะเงินเดือนแฟนทั้งหมดใส่บัญชีครอบครัว
ไปแล้ว เราเลยไม่ต้องจ่ายอีก

ถามว่าบ้านนั้นเป็นของใคร.........ก็บอกว่าของครอบครัว

ถามว่ามีประกันชีวิตไหม...แฟนตอบว่ามี
เป็นชื่อใคร.....แฟนบอกว่าเป็นชื่อครอบครัวเขา
เขาก็ถามต่อว่า แล้วหนูอยู่ส่วนไหนของครอบครัว ไม่มีมาโชว์เลย
แฟนก็ว่าก็อยู่บ้านเดียวกัน เขาก็ดูแลหนู เรื่องกินอยู่ก็รวมกันหมด

จนท....ก็เลยสรุปว่า ทุกอย่างของแฟนเป็นของครอบครัวหมด แต่ครอบครัวที่เขาพูดถึง มันไม่เคยมีหนูรวมอยู่ด้วยเลย
เงิน ประกันชีวิต ไม่มีอะไรที่โชว์ว่ามีหนูร่วมอยู่ในคำว่าครอบครัวที่เขาพูดถึงเลย

แฟนก็ตอบว่า ก็ครอบครัวของเขาอยู่แบบนี้กันมานานแล้ว ประกันชีวิตก็ทำมานานแล้ว
เขาไม่อยากเปลี่ยน ส่วนเรื่องเงินก็ให้พี่สาวดูแลไปก็สะดวกดี

จนท. เลยบอกว่า แฟนไม่ไว้ใจหนู
แฟนบอกว่า ไม่ใช่ไม่ไว้ใจ แต่ครอบครัวเขาอยู่กันแบบนี้มานานแล้วแล้วหนูก็โอเค ไม่ได้พูดอะไร (ก็แหงล่ะ เงินเราก้ไม่ใช่ พูดอะไรได้ล่ะ)
จนท ควรจะเข้าใจว่า สไตล์การดำเนินชีวิตของแต่ละครอบครัวต่างกัน
แฟนหนูเป็นคนจีน ครอบครัวก็เป็นแบบนี้

จนท. บอกว่า แต่ที่นี่อเมริกานะ แฟนบอกว่า แต่ในใจของเขายังเป็นจีนอยู่
แล้วเขาก็ถกกันเรื่องประกันภัยกับเรื่องเงินนี่แหละ วนไปมา หนูได้แต่นั่งเงียบ เพราะใจหนูมันคิดเข้าข้างเจ้าหน้าที่ไปแล้ว

จนจนท. ถามว่าสมมุติว่าวันนึงหนูได้เป็นลอว์เยอร์ที่นี่ขึ้นมา มีเงิน ใช้ชีวิตกันเหมือนเดิม เงินแฟนคือเงินแฟน เงินหนูคือเงินหนู
แล้วระหว่างนั้น แฟนหนูโดนเลออฟขึ้นมา แฟนหนูจะรู้สึกยังไง

แฟนก็บอกว่า เป็นไปไม่ได้ เขาน่ะ ทำงานหนัก ขยัน ไม่ตกงานหรอก
ถึงตกงานก็ตกไม่นาน

จนท. ก็ถามว่า ถ้าตกงานขึ้นมาล่ะ ถ้าตก แฟนก็บอกว่าไม่ตกนานหรอก
หนูเลยย้ำให้ บอกว่าเขาถามว่าถ้าตกน่ะ สมมุติเฉยๆ

แฟนก็บอกว่า ตกก็ไม่เป็นไร หางานใหม่ อีกอย่างครอบครัวเขาก็เก็บเงินแทนเขา เขาสามารถใช้เงินนั้นเมื่อไรก็ได้

เจ้าหน้าที่บอกว่า ไม่ได้ถามว่าจะทำยัง ถามว่ารู้สึกยังไง ความรู้สึกต่อภรรยาน่ะ จะรู้สึกดีไหมที่แยกกันแบบนั้น แล้วภรรยาก็ไม่โอนเงินให้คุณเลย
แต่ก็ดูแลคุณ ไม่ไล่คุณออกจากบ้าน
แฟนเลยบอกว่า ก็รู้สึกแย่

เจ้าหน้าที่เลยบอกว่า that why สั้นๆ แต่แอบกินใจหนูจริงๆ หนูคิดเลย ขอบคุณที่ช่วยพูดแทนหนู
ส่วนแฟนหนูก็ยังยืนยันเหตุผลเดิมๆ

หนูก็เลยนิ่งไปเลย
จนท. ก็บอกว่าใบเขียวของหนูถูกดีไน
ตอนนี้หนูเลยดราม่าเลย ร้องให้มันตรงนั้นแหละ
เขาถามว่าแล้วจะทำยังไงต่อไป
แฟนก็บอกว่า ก็จะสมัครอยู่อย่างนี้จนกว่าจะได้

ตอนนี้เริ่มเสียสติละ ร้องให้แบบไร้เสียง แต่น้ำตาท่วม
แบบว่ามันจุกมาก เรื่องใบเขียวไม่ผ่านไม่เท่าไร ............แต่ว่าที่ จนท. เขาพูดเนี่ย มันจี้ใจจี๊ดๆ
แต่ก็พยายามเข้าใจแฟนว่า เขาเกรงใจแม่กับพี่สาวเขามาก เขาอยู่กันมาสามสิบกว่าปี
ส่วนเราเพิ่งจะมาอยู่บ้านนี้ได้แค่หกเดือน จะให้เขามาไว้ใจอะไรเราได้ อีกอย่างเราก็ตกงานไม่ได้มีเงินเขาบ้านเขาสักเพนนีเดียว


เสร็จแล้วเจ้าหน้าที่เขาก็เดินออกไปข้างนอก กลับมาอีกทีก็ให้เซ็นต์เอกสาร
หนูไม่ได้พูดอะไรเลย เอาแต่นั่งปาดน้ำตา หน้ามืดหูอื้อไปหมด
ได้ยินเขาพูด แต่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไร จับใจความได้ประมาณว่า
หนูยังมีเวลานับแต่แต่งงานประมาณสองปี ที่จะยื่นเรื่องใหม่ แต่ยังไงซะ เขาจะเอาเรื่องนี้ไปคุยกับซุปเปอร์ไวเซอร์อีกที
แล้วเขาจะส่งผลไปให้ ที่บ้านเป็นกระดาษ จะในนั้นจะบอกว่าเราต้องทำอะไรบ้าง

ตอนนี้เริ่มหูดีขึ้น อาการดราม่าของเราอาจจะช่วยเราได้ แต่ไงซะยังคิดเรื่องที่ จนท.พูดอยู่ดี เห้อๆๆๆๆๆ

ตอนกลับบ้าน หนูเลยไปสมัครงานร้านอาหารประชดชีวิตซะเลย
แฟนก็ว่า จะสมัครร้านอาหารทำไม เพราะว่ามันไม่มั่นคง อยากให้สมัครงานบริษัทมากกว่า

แต่หนูก็จะไป ไม่มีเงินเข้ากระเป๋านานๆเดี๋ยวบ้าตายพอดี
สรุปว่า วันนี้เลยได้งานพาทไทม์ เป็นงานที่เรียกว่า เข้ากะนรกมากๆ
ทำงานสามวัน เข้างาน 11.30 สองวันอย่างน้อยวันละสองชั่วโมง หรือจนกว่าลูกค้าหมด
แล้วมาเริ่มงานใหม่อีกทีตอนหกโมงเย็น ส่วนวันเสาร์มา หกโมงเย็นอย่างเดียว ถึงสามทุ่ม
กะนรกมากๆ แต่หนูก็ตกลง

แฟนบอกว่า ไม่เห็นต้องทำที่นี่เลย ไม่สะดวก แถมร้านนี้เงียบมากๆ หนูถึงได้ชั่วโมงน้อย
แต่หนูก็บอกไปว่า....ยังดีกว่าอยู่เปล่าๆ (หนูอยากจะบ้านตาย)


อันที่จริง แฟนหนูก็ดูแลหนูอย่างดีตลอดแหละพี่ แต่ว่ามันติดตรงครอบครัวเขานี่แหละ
ที่ทำให้หนูเหนื่อยใจเรื่อยมา เรื่องไม่ไว้ใจใช่ว่าหนูจะไม่เคยคิด หนูก็คิดนะ
แต่อย่างที่บอก หนูใช้คาถา มันไม่ใช่เงินเรา เราไม่ได้อยากได้เงินเขา
แต่ใจก็อยากให้เขาปฎิบิติกับเราเหมือนกับที่สามีภรรยาคู่อื่นๆเขาปฎิบัติต่อกัน นี่แหละเหตุผลว่าทำไมหนูถึงโกรธ

ตอนนี้ให้แฟนไปคุยกับพี่สาวเรื่องนี้แล้ว ผลที่ได้มาแฟนหนูพอใจมาก
แต่สำหรับหนู มันก็ไม่ต่างกันมากนัก เขาจะเอาชื่อหนูไปใส่ในประกันชีวิต
ส่วนแฟนหนูเอาชื่อเขามาใส่บัญชีหนู ตอนไปถึงธนาคารแอบอึ้งเหมือนกัน
เจ้าหน้าที่ธนาคารยังอึ้งเลย ร้องหืออยู่สามรอบ ทวนใหม่อีกหลายที ว่าตกลงเอาชื่อแฟนใส่บัญชีหนูนะ
ไม่ได้เอาชื่อหนูใส่บัญชีแฟน รายละเอียดไม่เล่าแล้ว ยาวเกิน แถมจะพาให้ของขึ้นอีก

ได้แต่ทำใจ เอาวะ เขาเอาชื่อเขามาบัญชีเรา ทั้งๆที่เขาดูแลเราทั้งเรื่องกินเรื่องอยู่เรายังรู้สึกเลย
(หนูไม่ได้งกนะพี่ แต่ว่าที่หนูรู้สึกเนี่ย เพราะอันนี้หนูก็กะเก็บไว้เผื่อฉุกเฉิน เรามันตัวคนเดียวที่นี่นี่นา)
ก็เลยพยายามเข้าใจว่า อันนั้นเงินเขา เขาอยู่กันมาแบบนั้นตั้งนาน งานเราก็ไม่ทำ เขาคงคิดหนักกว่าเรา


ตอนนี้ได้แต่ภวนาว่า............ขอให้ดราม่าช่วยหนูด้วยเถอะ

Sun Apr 11, 2010 11:08 pmProfile

แจมบ่อย
แจมบ่อย

Joined: Wed Sep 09, 2009 5:12 pm
Posts: 107
Location: SC
Post Re: ประสบการณ์สัมภาษณ์กรีนการ์ด ที่ไม่ผ่านค่ะ เรื่องยาวมากๆ
เสียใจด้วยนะคะ กับประสบการณ์เรื่องกรีนการ์ด แต่ก็ขอเป็นกำลังใจ และให้โชคดีในวันข้างหน้าคะ

Sun Apr 11, 2010 11:21 pmProfile

เฝ้าบอร์ด
เฝ้าบอร์ด
User avatar

Joined: Wed Jan 07, 2009 12:12 pm
Posts: 1326
Location: เกิดปี 1976 จ๊า
Post Re: ประสบการณ์สัมภาษณ์กรีนการ์ด ที่ไม่ผ่านค่ะ เรื่องยาวมากๆ
ตุ๊กตา อย่าเพิ่งท้อนะ ตอนนี้ก็รอเอกสารจากเจ้าหน้าที่ แล้วเตรียมเอกสารที่ตุ๊กกับแฟนพอจะยื่นเพิ่มได้ หากเป็นการให้ยื่นเอกสารความสัมพันธ์เพิ่ม พี่โบเป็นกำลังใจให้ สู้ๆ

Sun Apr 11, 2010 11:35 pmProfile

เฝ้าบอร์ด
เฝ้าบอร์ด
User avatar

Joined: Wed Apr 23, 2008 12:06 am
Posts: 1808
Location: LA , California
Post Re: ประสบการณ์สัมภาษณ์กรีนการ์ด ที่ไม่ผ่านค่ะ เรื่องยาวมากๆ

อยากฟังความคิดเ็ห็นแบบไม่เฟคไหม๊ ปุ๊กเห็นว่าแบบนี้ค่ะ
เราแต่งงานเป็นครอบครัวใหม่แล้ว ไม่ว่าอะไรก็ตามที่อยู่ในบ้านใหญ่ก็ควรจะต้องแบ่งสรรปันส่วนออกมาบ้าง
ไม่ใช่ปล่อยทุกอย่างให้อยู่ในเงื้อมมือของคนอื่น(ในที่นี้คือพี่สาว) เพราะเราไม่รู้ว่าวันนึงข้างหน้าจะเป็นยังไง
อีกอย่างความรู้สึกส่วนตัวคือสามีคือคนที่ควรปกป้องเรา และคอยเป็นกำลังสนับสนุนให้เรา ไม่ใช่หักล้าง
การเอาชื่อเค้ามาใส่บัญชีเราไม่สามารถช่วยให้เอกสารหนักแน่นขึ้นกว่าเดิม มีแต่เจ้าหน้าที่จะมองว่าคุณจ้างเค้าแต่งงาน
เค้าเลยไม่ยอมเอาชื่อคุณใส่ในบัญชีเงินเดือนของเค้้า ทำไมไม่หาทางออกแบบนี้คะ (อันนี้แนะนำ ทำหรือไม่ทำก็ได้)
1. เปิดบัญชีใหม่ไปเลย ใส่ชื่อเราและสามี แบ่งเงินจากการทำงานของสามีมาใส่ รวมทั้งเอาเงินจากที่เราทำงานได้มาใส่
ให้ถือซะว่าอันนี้เป็นบัญชีครอบครัว"ของเราเท่านั้น" ไม่ใช่บัญชีกลางครอบครัวใหญ่
2. ประกันชีวิตของสามี หากเปลี่ยนเป็นใส่ื่ชื่อเราคนเดียวได้จะดีมาก แต่ถ้าไม่ได้ก็ใส่ชื่อเราเป็นผู้รับผลประโยชน์หนึ่งในนั้นก็ได้
แต่อย่าลืมว่าผู้รับผลประโยชน์เปลี่ยนเมื่อไหร่ก็ได้ แ่ค่ปีเดียวคงไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ถ้าจะใส่ชื่อเราคนเดียว
นอกจากนี้คงจะช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่ปุ๊กมองว่าเมื่อเราแต่งงานเป็นครอบครัวแล้วก็ควรจะหันหน้าปรึกษากัน
ไม่ใช่ปล่อยให้เราแก้ปัญหาของเราคนเดียว แล้วสามีไม่รู้ไม่เห็นหรือไม่สนใจ แบบนั้นจะแต่งงานทำไม 
อยู่คนเดียวดีกว่าไหม๊คะ อีกอย่างบัญชีของเราที่เอาชื่อเค้ามาใส่ด้วย รีบไปเอาออกโดยด่วน
อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจสามี เพราะเราไม่มีอะไรเป็นหลักประกันเลย อย่าคิดว่าเค้าจะรักและดูแลตลอดไป
อย่างน้อยเราควรมีอะไรที่เป็นของเราคนเดียวสักอย่าง ต่างบ้านต่างเมือง บ้านเราก็ไม่ใช่
ถ้าเค้ารักเราจริงก็ต้องเอาชื่อเราไปใส่ในบัญชีของเค้า ไม่ต้องให้เราถือสมุดเช๊คก็ได้ถ้าไม่ไว้ใจ 
แต่ไม่ใช่เอาชื่อเค้ามาใส่ในบัญชีของเรา (ที่เป็นเงินเก็บ ไม่ใช่เงินที่ได้จากการทำงานเหมือนเค้า)
วันดีคืนดีเิกิดหมดรักเราขึ้นมาถอนเงินเราไปเกลี้ยง เราไม่ต้องไปนอนข้างถนนเหรอ (แรงไปหน่อยแต่เป็นเรื่องจริง)
อย่าหยิ่งในศักดิ์ศรีเกินไปจนไม่กล้าร้องขอ สามีภรรยาคือบุคคลคนเดียวกันแล้ว ทำอะไรควรไตร่ตรองให้ดี
รักได้ แต่อย่ารักเค้าหมดจนลืมที่จะรักตัวเอง เพราะสามีเรา ออกนอกบ้านก็เป็นคนอื่นได้ตลอดเวลาค่ะ
เป็นกำลังใจให้ และขอโทษด้วยนะคะถ้าความเห็นรุนแรงไปหน่อย ช่วงนี้ประจำเดือนมาไม่ปกติ ฮ่ะๆ

Mon Apr 12, 2010 2:13 amProfile

เด็กหัดโพสต์
เด็กหัดโพสต์
User avatar

Joined: Mon Jun 22, 2009 1:27 pm
Posts: 11
Post Re: ประสบการณ์สัมภาษณ์กรีนการ์ด ที่ไม่ผ่านค่ะ เรื่องยาวมากๆ
ขอบคุณกำลังใจค่ะ
ตอนนี้หนูก็รอเอกสารอยู่น่ะพี่โบว์ ไม่รู้เมื่อไรจะมาสักที อาทิตย์ที่ผ่านมาช่างยาวนานเหมือนสามปี

ส่วนเรื่องที่พี่ปุ๊กพูด หนูก็คิดอยู่ว่ามันไม่ช่วย แต่อุปสรรค์ไม่ได้อยู่ที่แฟนหนูแต่เป็นครอบครัวเขา
หนูก็ไม่อย่างไปกดดันเขามาก ไม่ให้ก็ไม่ให้ แต่ถ้าเร็วๆนี้จะเกลียดกันอยากได้ก็เชิญเอาไปตามสบายค่ะ หนูไม่ค่อยแคร์เท่าไรค่ะ
เพราะเงินหนูก็ไม่มาก

นู่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ค่ะ เพราะว่าเขาไม่ไว้ใจเรา
เรื่องของเรื่องสาเหตุมันมาจากเรื่องอดีตของเขา บวกกับเรื่องที่ครอบครัวหนูขอค่าสินสอด และจัดพิธีแต่งงาน
มันก็เลยพาลไม่ไว้ใจกันหมด

ตอนนี้ได้เอาชื่อเราไปใส่ในบัญชีหุ้นของแฟนค่ะ
นั้นเป็นสมบัติชิ้นเดียวของแฟนหนูที่คนอื่นไม่มีเอี่ยวค่ะ

ส่วนเรื่องงานตัดสินใจไม่ทำแล้วพี่โบว์ เวลาไม่ลงกับเรื่องเลย ได้ไม่คุ้มเสียอ่ะ

Mon Apr 12, 2010 9:38 pmProfile

แจมประจำ
แจมประจำ
User avatar

Joined: Mon Aug 24, 2009 1:16 pm
Posts: 530
Location: Raleigh,NC ." Love GYM ", Bodybuilder
Post Re: ประสบการณ์สัมภาษณ์กรีนการ์ด ที่ไม่ผ่านค่ะ เรื่องยาวมากๆ
มาให้กำลังใจค่ะ
เฮ้ย สามี ภรรยา คิดว่าออกมาอยู่ข้างนอกดีกว่าจะได้สบายใจ
ครอบครัวเขาใหญ่ ถ้าแฟนยังไม่ทำอะไรให้เป็นหลักฐานมั่นคง
เรื่อง กรีนการ์ด เดี๋ยวก็ยากอีกหรอก ค่ะ ..

แฟนคุณต้องแยก ภรรยา กับครอบครัวของเขาให้ออก
มาลังเลใจหรือไม่ทำอะไรเลยไม่ได้ค่ะ ..

Mon Apr 12, 2010 11:29 pmProfile

แจมบ่อย
แจมบ่อย
User avatar

Joined: Wed Jun 04, 2008 4:54 pm
Posts: 213
Post Re: ประสบการณ์สัมภาษณ์กรีนการ์ด ที่ไม่ผ่านค่ะ เรื่องยาวมากๆ
เสียใจด้วยนะคะเรื่องกรีนการ์ด แต่ว่าในเมื่อตอนนี้เราก็รู้แล้วว่าปัญหาที่ทำให้ไม่ได้กรีนการ์ดคืออะไร คิดว่าแฟนคุณตุ๊กตาน่าจะยอมรับฟังมากขึ้นนะคะ พยายามเปิดบัีญร่วมกัน หรือว่าเอาชื่อคุณไปใส่ไว้ในบัญชีของเค้าไว้ อย่างที่พี่ปุ๊กว่า เรื่องประกันชีวิตก็ใส่ชื่อคุณลงไปแค่ปีเดียว คงไม่เป็นอะไรหรอกมั๊งคะ เข้าใจว่าเค้าเป็นครอบครัวใหญ่ เป็นครอบครัวคนจีน แต่ในเมื่อเค้าแต่งงานกับคุณแล้ว ก็น่าจะคิดว่านี่คือครอบครัวของเค้าเอง ครอบครัวที่จะมีลูก มีอะไรเป็นของตัวเองต่อไปในอนาคต เรื่องนี้เรื่องใหญ่นะคะ คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยากค่ะ
หนิงเองก็แต่งงานกับคนจีนค่ะ แต่แฟนเกิดที่นี่ พ่อแม่เค้าก็ไม่เคร่งครัดอะไรแล้ว แทบจะไม่เหมือนครอบครัวคนจีนแล้วถ้าไม่นับที่ว่าเค้าพูดจีนกันในครอบครัวแล้วก็ใช้ตะเกียบเท่านั้นเอง ตอนแรกๆที่คบกัน แม่เค้าก็ดูท่าทางจะไม่ชอบเรา ( แหม ลูกชายคนเดียวอ่ะเนอะ โดนเรามาจากไหนไม่รู้มาฉกตัวไป ) แต่พออยู่ไปนานๆ แต่งงานแต่งการกันเค้าก็ดูเปิดใจยอมรับมากขึ้นค่ะ อีกอย่างนึงอาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่ได้อยู่บ้านเดียวกันด้วย เรื่องความขัดแย้งขวางหูขวางตาเลยไม่ค่อยมี อาทิตย์นึงเจอกันทีก็เลยคุยกันดีๆได้ แฟนหนิงเค้าก็เป็นคนหนักแน่นด้วยแหละ เคยถามเค้านานแล้วก่อนแต่งงานว่า ถ้าพ่อแม่ยูไม่ให้แต่งงานกับไอ ยูจะทำยังไง เค้าบอกว่า เค้าก็จะแต่งอยู่ดี พ่อแม่ก็ส่วนพ่อแม่ ไม่ใช่เจ้าของชีวิตเค้านะ เค้าจะรักใครมันเรื่องของเค้า
เรื่องทำงาน พยายามหาดูพวกงานร้านอาหารมั๊ยคะ ที่มันไม่หนักเกินไปแล้วไม่ต้องทำทุกวัน คุณตุ๊กตาจะได้มีเวลากลับไปเรียนด้วย เห็นว่าจบเกี่ยวกับกฎหมายมาจากเมืองไทยใช่มั๊ยคะ สนใจจะเรียนเป็น Paralegal มั๊ยหละคะ คิดว่าคุณน่าจะถนัดด้านภาษากฎหมาย นี่คุณแฟนก็บอกให้ไปเรียนอยู่จะได้มาช่วยเค้าที่สำนักงานทนายความของเค้า แต่หนิงถอดใจตั้งแต่แรกแล้วค่ะ ใจไม่รักเลย ยากด้วยพวกคำศัพท์เรื่องกฎหมายเนี่ย
พล่ามซะยาวเลยเรา ยังไงก็เป็นกำลังใจให้นะคะ คิดซะว่าการถูกปฏิเสธครั้งนี้เป็นการชี้ให้เราเห็นว่าเราขาดตรงส่วนไหนไป เราบอกเอง เค้าคงไม่เชื่อเท่าไหร่ ต้องให้เจ้าหน้าที่และเอกสารนี่แหละเป็นตัวบ่งชี้ให้ คนเรารัักกันจริงๆแต่งงานจริงๆถึงจะมีอุปสรรคยังไงเกิดขึ้นก็จะต้องร่วมกันฝ่าฟันมันไปด้วยกันใช่มั๊ยคะ

Tue Apr 13, 2010 6:32 pmProfile

แจมบ่อย
แจมบ่อย
User avatar

Joined: Tue Mar 03, 2009 7:47 pm
Posts: 145
Location: ปูนาขาเกเซลงรู..คุณแม่มือใหม่..NM,USA
Post Re: ประสบการณ์สัมภาษณ์กรีนการ์ด ที่ไม่ผ่านค่ะ เรื่องยาวมากๆ
ตุ๊กตาี่พี่ปูเสียใจด้วยนะเรื่องวีซ่า ยื่นใหม่ก็ได้เนอะ เรื่องอยู่กับครอบครัวใหญ่ก็อย่างว่า ยิ่งเป็นคนจีนเค้าก็จะมีเงินกงสีอะไรงี้อยู่แล้ว พี่ก็ไม่ต่างจากเราท่าไรหรอก แฟนพี่เป็นคนรัสเซียที่ถือซิติเซ่น แต่เค้าเปิดบัญชีแล้วมีชื่อเราทุกคน ชื่อลูกพี่ยังมีเลย เงินเดือนพี่เงินเดือนสามี เงินเกษียณพ่อแม่แฟนเรารวมกันหมด แต่งงานก็ไม่มี จดทะเบียนกันเฉยๆยังไงก็สู้สู้นะ

Tue Apr 13, 2010 11:28 pmProfile

เด็กหัดโพสต์
เด็กหัดโพสต์
User avatar

Joined: Mon Jun 22, 2009 1:27 pm
Posts: 11
Post อัพเดท เหตุการ์หลังจากกรีนการ์ด ที่ไม่ผ่านค่ะ
มาอัพเดทข่าวสดๆร้อนๆค่ะ เพิ่งได้รับกระดาษครึ่งแผ่นจาก USCIS มาค่ะ
บอกว่าให้หนูไฟล์ฟอร์ม I-751 ตอนช่วงต้นปี 2012 

แบบนี้แปลว่าดราม่าหนูได้ผลหรือเปล่าคะ หรือว่ายังไงเอ่ย
ตกลงแบบนี้เขาเปลี่ยนใจให้ใบเขียวหนูหรือเปล่าคะ

Sat Apr 17, 2010 4:18 amProfile

แจมบ่อย
แจมบ่อย
User avatar

Joined: Wed Jun 04, 2008 4:54 pm
Posts: 213
Post Re: ประสบการณ์สัมภาษณ์กรีนการ์ด ที่ไม่ผ่านค่ะ เรื่องยาวมากๆ
เจ้าฟอร์ม I 751 นี่มันเป็น Petition to Remove the Conditions of Residence คือต่อใบเขียวสองปีให้เป็นสิบปีนี่คะ เอ หรือว่าเค้าอนุมัติใบเขียวสองปีให้คุณแล้วเหรอคะ หนิงก็ไม่แน่ใจเพราะว่าตัวเองไม่มีประสบการณ์ได้ใบอะไรแบบนี้เลย รอพี่ๆเพื่อนๆคนอื่นมาช่วยตอบนะคะ แต่ถ้าเคสอนุมัติแล้วจริงๆก็ดีใจด้วยนะคะ : )

Sun Apr 18, 2010 5:46 amProfile

เด็กหัดโพสต์
เด็กหัดโพสต์
User avatar

Joined: Mon Jun 22, 2009 1:27 pm
Posts: 11
Post Re: ประสบการณ์สัมภาษณ์กรีนการ์ด ที่ไม่ผ่านค่ะ เรื่องยาวมากๆ
ลืมมาอัพเดทเลยค่ะ ดีที่พี่แนทมาช่วยสะกิดเตือน

หลังจากผ่านเรื่องน่าปวดหัวมา ตอนนี้ได้กรีนการ์ดมาแล้วเรียบร้อยค่ะ

Tue Sep 07, 2010 9:47 pmProfile

ผู้ตรวจทาน
ผู้ตรวจทาน

Joined: Mon Nov 14, 2005 10:26 pm
Posts: 11594
Post 
tooookta
    ลืมมาอัพเดทเลยค่ะ ดีที่พี่แนทมาช่วยสะกิดเตือน หลังจากผ่านเรื่องน่าปวดหัวมา ตอนนี้ได้กรีนการ์ดมาแล้วเรียบร้อยค่ะ
    พี่แนทดีใจด้วยนะคะ ว่าแต่ว่าน้องได้กรีนการ์ดเมื่อไหร่คะ (สัมภาษณ์ที่ไหนคะ)

Tue Sep 07, 2010 11:35 pm